เขียนหัวข้อใหม่
 แสดงความคิดเห็น

สอน Tense เข้าใจง่ายดีครับ

| หมวดคุยทั่วไป | ichumphae
Tommy (ทอมมี่)
# โพสเมื่อ 22 พ.ค. 2555
© เนื้อหานี้ ผู้โพสคัดลอกมา ® ตอบได้เฉพาะสมาชิก
เข้าชม 17715 (19 ต่อวัน) ตอบ 2 ถูกใจ ถูกใจ 0

สอน Tense เข้าใจง่ายดีครับ

พอดีไปเจอมาเขาเขียนเข้าใจง่ายดีครับ ถ้าตอนสมัยผมเรียน ครูสอบแบบนี้ ผมคงเก่งภาษาอังกฤษตั้งแต่นานแล้ว แหะๆ


เรื่องของ TENSE ไม่เห็นจะยาก 1 (ตอนปรับกระบวนการคิด)

ตอนที่ 1. “กระบวนการคิดในเรื่องกาลเวลา (TENSE)”

ถ้าคุณเป็นคนไทย เกิดในประเทศไทย ใช้ภาษาไทยมาตั้งแต่เกิด คุณต้องมีปัญหาการใช้ TENSE ในภาษาอังกฤษอย่าง แน่นอนเพราะภาษาไทยไม่มีการผันกิริยาไปตามกาลเวลาเหมือนภาษาอังกฤษ เช่น เมื่อวานนี้ฉันไปกินข้าวกับเจ้านายมา วันพรุ่งนี้ฉันก็จะไปกินข้าวกับเจ้านายเหมือนเดิม ในภาษาไทยไม่ว่าคุณจะ “กิน” ในอดีต, ปัจจุบัน หรือ อนาคต คุณก็ยังใช้คำว่า “กิน” อยู่ดี แต่ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ จะมีกิริยา 3 ช่องให้คุณเลือกใช้ว่าจะ EAT, ATE, หรือ EATEN ดี? เชื่อแน่ว่าคุณต้องเคยท่องกิริยา 3 ช่องมาตั้งแต่เด็ก ผมเองก็ถูกจับให้ท่องมาตั้งแต่ป.6 ขณะนั้นยังจำได้อยู่เลยว่า ได้แต่ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะท่องไปทำไมกัน? มันจะเอาไปใช้ยังไง? แล้วทำไม 1 กิริยาต้องมี 3 ช่องให้มันยุ่งยาก? มาเข้าใจอีกทีก็ตอนโตแล้วนั่นเอง

เราลองมาดูกระบวนการทางความคิดเพื่อที่จะใช้ TENSE ได้อย่างถูกต้องกันดีกว่า อันดับแรกเลย คุณต้องคิดก่อนว่าจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต, ปัจจุบัน หรืออนาคต อันดับต่อไปคือ คุณต้องการสื่อข้อความนั้นออกมาเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว อย่าเพิ่งงงนะครับ จะยกตัวอย่างให้ดูดังนี้

ตัวอย่างภาพนิ่ง เช่น ฉันอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ มาตั้งแต่เกิด, เมื่อวานฉันไปดูหนังมา เป็นต้น

ตัวอย่างภาพเคลื่อนไหว เช่น ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่, ตอน 4 โมงเย็นเมื่อวานนี้ ฉันกำลังดูทีวีอยู่ เป็นต้น

คุณจะสังเกตเห็นว่า เราจะเห็นภาพเคลื่อนไหวได้ชัดเจนกว่า คือเน้นที่การกระทำโดยใช้คำว่า “กำลัง” ซึ่งในภาษาอังกฤษเราจะใช้กิริยาเติม ING นั่นเอง พอคุณเลือกได้ทั้ง 2 อย่างแล้ว ต่อไปจะมีให้คุณเลือกว่าจะเสนอข้อความในรูป SIMPLE หรือ PERFECT ดี ดังข้างล่างนี้

1) อดีต (PAST) แบ่งเป็น

1.1) ภาพนิ่ง ซึ่งมีทั้ง PAST SIMPLE และ PAST PERFECT TENSES

1.2) ภาพเคลื่อนไหว ซึ่งมีทั้ง PAST SIMPLE CONTINUOUS และ PAST PERFECT CONTINUOUS TENSES

2) ปัจจุบัน( PRESENT) แบ่งเป็น

2.1) ภาพนิ่ง ซึ่งมีทั้ง PRESENT SIMPLE และ PRESENT PERFECT TENSES

2.2) ภาพเคลื่อนไหว ซึ่งมีทั้ง PRESENT SIMPLE CONTINUOUS และ PRESENT PERFECT CONTINUOUS TENSES

3) อนาคต (FUTURE) แบ่งเป็น

3.1) ภาพนิ่ง ซึ่งมีทั้ง FUTURE SIMPLE และ FUTURE PERFECT TENSES

3.2) ภาพเคลื่อนไหว ซึ่งมีทั้ง FUTURE SIMPLE CONTINUOUS และ FUTURE PERFECT CONTINUOUS TENSES

ถ้าสังเกตให้ดี ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวก็มีให้เลือก 2 อย่างคือ SIMPLE และ PERFECT เพียงแต่ถ้าเป็นภาพเคลื่อนไหวเราจะต้องมีคำว่า “CONTINUOUS” ต่อก็เท่านั้นเอง พอมีให้เลือกมาก ชักจะสับสนแล้วใช่มั้ยครับ? ไม่ยากหรอก ยกตัวอย่างเช่น ผมต้องการจะเล่าเรื่องของเมื่อวานนี้โดยอยากจะเน้นถึงการกระทำให้ชัดเจนด้วย ผมก็เลือกได้ 2 TENSE นั่นคือ PAST SIMPLE CONTINUOUS หรือ PAST PERFECT CONTINUOUS แล้วจะเลือกใช้อันไหนดี จะอธิบายต่อไปครับ จากตารางข้างบนคุณจะเห็นว่าในภาษาอังกฤษมีทั้งหมด 12 TENSE คือ

1. PAST SIMPLE TENSE (ประธาน + กิริยาช่อง 2)

2. PAST PERFECT TENSE (ประธาน + HAD + กิริยาช่อง 3)

3. PAST SIMPLE CONTINUOUS TENSE (ประธาน + WAS/WERE + กิริยาเติม ING)

4. PAST PERFECT CONTINUOUS TENSE (ประธาน + HAD BEEN + กิริยาเติม ING)

5. PRESENT SIMPLE TENSE (ประธาน + กิริยาช่อง 1)

6. PRESENT PERFECT TENSE (ประธาน + HAS/HAVE + กิริยาช่อง 3)

7. PRESENT SIMPLE CONTINUOUS TENSE (ประธาน + IS/AM/ARE + กิริยาเติม ING)

8. PRESENT PERFECT CONTINUOUS TENSE (ประธาน + HAS/HAVE + BEEN + กิริยาเติม ING)

9. FUTURE SIMPLE TENSE (ประธาน + WILL + กิริยาช่อง 1)

10. FUTURE PERFECT TENSE (ประธาน + WILL + HAVE + กิริยาช่อง 3)

11. FUTURE SIMPLE CONTINUOUS TENSE (ประธาน + WILL BE + กิริยาเติม ING)

12. FUTURE PERFECT CONTINUOUS TENSE (ประธาน + WILL HAVE BEEN + กิริยาเติม ING)

จริงๆ แล้ว ไม่ตั้งใจจะให้คุณท่องจำหรอกครับ เอาเป็นว่าแค่เห็นภาพรวมของกระบวนการคิดว่าจะใช้ TENSE ไหนดีก็พอ ส่วนแต่ละ TENSE จะใช้อธิบายเหตุการณ์ใดบ้างและมีความแตกต่างกันอย่างไร ผมจะวิเคราะห์ให้อ่านพร้อมกับยกตัวอย่างในตอนต่อไปครับ

ตอนที่ 2. “ปัจจุบันกาล (PRESENT TENSE)”

คุณเคยคิดหรือเปล่าครับว่า “ทำไมคนไทยเรียนเรื่อง TENSE มาก็มาก (น่าจะครบทุก TENSE เลยตั้งแต่เด็ก) แต่มักจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันไม่ค่อยเป็น?” ถ้าให้ผมวิเคราะห์จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมคิดว่าสาเหตุหนึ่งที่คนไทยไม่ประสบความสำเร็จในการใช้ TENSE เนื่องมาจากเราเรียนแบบไม่ประติดประต่อกันเท่าไหร่ คือ สัปดาห์นี้เรียน TENSE หนึ่ง สัปดาห์หน้าเรียนอีก TENSE หนึ่งซึ่งอาจจะลืมไปแล้วว่า TENSE ที่เรียนในสัปดาห์ที่แล้วนั้นใช้อย่างไร ถ้าเรียนอย่างนี้กว่าจะครบทุก TENSE ก็ต้องคูณ 12 เข้าไปซึ่งใช้เวลานานพอควรอยู่นะครับ ถ้ามีความอุตสาหะเพียงพอบวกกับความจำเป็นเลิศ คุณก็อาจจะประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ TENSE ด้วยเหตุนี้จริงๆ แล้วผมอยากจะอธิบายสถานการณ์ 12 แบบที่ต้องใช้ TENSE แตกต่างกันให้อ่านแบบม้วนเดียวจบ จะได้ เข้าใจรวดเดียวกันไปเลย แต่หน้ากระดาษมันไม่เอื้ออำนวยนะสิครับ คือถ้าให้พูดใช้เวลา 1 ชั่วโมงก็จบ แต่ให้เขียนออกมาเป็นบทความก็คงต้องใช้หลายหน้าอยู่เหมือนกัน พร่ำพรรณนามานาน สิ่งที่อยากบอกกับท่านผู้อ่านก็คือ ในกรณีที่จำไม่ได้แล้วว่ากระบวนการคิดในเรื่องกาลเวลาเป็นอย่างไร? ผมแนะนำให้อ่าน blog ที่แล้วให้เข้าใจก่อน แล้วจึงอ่านต่อในblog นี้จึงจะประติดประต่อกันให้เข้าใจมากขึ้นครับ และขอฝาก การบ้านสำหรับผู้ที่อยากใช้ TENSE ในภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องและถูกต้อง คือ กรุณานำไปใช้ในชีวิตประจำวันให้บ่อยที่สุด เช่น เวลาพูดติดต่องานกับฝรั่ง, เวลาเขียน E-MAIL เป็นต้น รับรองว่าคุณจะเก่งแน่ๆ ถ้าคุณใช้งานมันบ่อยๆ ในทางกลับกันถ้าคุณอ่านจบแล้ว ไม่เคยนำไปใช้อีกเลย ในไม่ช้าก็จะต้องลืมแน่ๆ เลยครับ

กล่าวถึงปัจจุบันกาล หรือ PRESENT TENSE ถ้าคุณต้องการสื่อเป็นภาพนิ่ง กล่าวคือไม่เน้นการกระทำมากนัก จะมีให้เลือกใช้ 2 TENSE ดังนี้ครับ

1) SIMPLE PRESENT TENSE (ประธาน + กิริยาช่อง 1)

TENSE นี้ถือว่าเป็น TENSE ที่ง่ายที่สุด คิดว่าคนใช้ภาษาอังกฤษทุกคนคงใช้กันคล่องอยู่แล้ว ซึ่งจะใช้ในการอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ เวลาใดๆ หรือเกิดได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต อาทิเช่น

I GO TO BANGKOK ABOUT 3 TIMES A WEEK.

ฉันไปกรุงเทพฯประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์

MY PARENTS LIVE IN BANGKOK.

พ่อ แม่ ของฉันอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ

WATER FREEZES AT 0 deg.C.

น้ำแข็งตัวที่ 0 องศาเซลเซียส

ตัวอย่างสุดท้ายนี้คือเหตุการณ์ที่เป็นจริงเสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าใดก็ตาม ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “FACT” ซึ่งใช้ SIMPLE PRESENT TENSE อธิบายได้ดีที่สุดครับ

นอกจากนี้แล้ว SIMPLE PRESENT TENSE ยังถูกนำมาใช้อธิบายเหตุการณ์ภาพนิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นได้เช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น เรากำลังดูฟุตบอลอยู่ คนพากย์บอกว่า

MORRISON PASSES TO TAYLOR. TALOR SHOOTS - AND IT’S A GOAL!!!

มอริสันส่งลูกให้เทเล่อร์ เทเลอร์ยิงและได้ประตู

จุดประสงค์ของคนพากย์ต้องการให้ผู้ชมเห็นเป็นภาพนิ่งในแต่ละช็อต ไม่เน้นการกระทำเท่ากับการใช้ PRESENT CONTINUOUS TENSE ที่จะกล่าวต่อไปครับ

2) PRESENT PERFECT TENSE (ประธาน + HAS/HAVE + กิริยาช่อง 3)

TENSE นี้เชื่อว่าทุกคนท่องตั้งแต่เด็กว่า “ใช้อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในอดีตและดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน” ที่ท่องมาก็ไม่ผิดหรอกครับ เพียงแต่คุณนึกถึงเหตุการณ์ลักษณะนี้ที่เจอในชีวิตประจำวันได้บ้างหรือไม่? ผมว่าคนไทยยังใช้ TENSE นี้เป็นค่อนข้างน้อย ไม่เป็นไรครับถ้าคุณใช้ไม่เป็น ไม่ยากหรอก มาทำความเข้าใจพร้อมตัวอย่างใกล้ตัวคุณดีกว่า เช่น

ตัวอย่างที่ 1

คุณเห็นขาผมเข้าเฝือกอยู่ ตอนนี้เดินไม่ได้ ซึ่งขาผมหักตั้งแต่ในอดีตก่อนที่คุณจะมาเห็นและปัจจุบันมันก็ยังหักอยู่ (ยังไม่หายดี) ผมจะบอกว่า

I HAVE BROKEN MY LEG.

ขาฉันหักอยู่นั่นเอง

ตัวอย่างที่ 2

HAVE YOU EVER BEEN TO PHUKET ISLAND?

คุณเคยไปภูเก็ตหรือไม่?

ประโยคทำนองนี้ใช้บ่อยนะครับ การที่คุณจะถามใครว่าเคยทำหรือเปล่า? นั่นจะหมายถึงตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันเค้าเคยทำหรือเปล่า ซึ่งต้องใช้ TENSE นี้แหละครับ อีกตัวอย่างใกล้ตัวเช่น

HAVE YOU RECEIVED MY E-MAIL YET?

คุณได้รับอีเมล์ของฉันแล้วหรือยัง?

เห็นมั้ยครับว่าพวกนี้เป็นการท้าวความไปในอดีตจนถึงปัจจุบันที่พูดคุยกัน

ตัวอย่างที่ 3

I HAVE WORKED FOR THIS COMPANY FOR 5 YEARS.

ฉันทำงานที่บริษัทนี้มา 5 ปีแล้ว คือทำมาตั้งแต่ 5 ปีที่แล้วมาจนถึงปัจจุบันนั่นเองครับ

คุณลองแต่งประโยคพร้อมกับนึกเหตุการณ์ใกล้ตัวที่ต้องใช้ TENSE นี้ดูสิครับ ต่อไปเวลาเจอเหตุการณ์ทำนองนี้อีก จะได้ใช้ TENSE นี้ได้อย่างถูกต้อง

3) SIMPLE PRESENT CONTINUOUS TENSE (ประธาน + IS/AM/ARE + กิริยาเติม ING)

TENSE นี้ใช้อธิบายเหตุการณ์ที่ “กำลัง” เกิดขึ้น ณ เวลาปัจจุบัน เราจะใช้กิริยาเติม ING เข้าช่วยอธิบายให้เห็นภาพเคลื่อนไหวที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งต่างจากภาพนิ่งใน 2 TENSE แรกที่กล่าวไปแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น

HURRY UP! WE ARE ALL WAITING FOR YOU.

เร็วๆ หน่อยสิ พวกเราทุกคนกำลังรอคุณอยู่นะ;

WHAT ARE YOU DOING? I AM READING.

คุณกำลังทำอะไรอยู่? ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ เป็นต้น

คุณจะเห็นภาพเคลื่อนไหวได้อย่างชัดเจนกว่าการใช้ SIMPLE PRESENT TENSE ที่อธิบายไปในข้อ 1 ครับ

4) PRESENT PERFECT CONTINUOUS TENSE (ประธาน + HAS/HAVE + BEEN+ กิริยาเติม ING)

ถ้าคุณใช้ PRESENT PERFECT TENSE ได้อย่างคล่องแล้ว PRESENT PERFECT CONTINUOUS TENSE จะไม่ยากเกินไปสำหรับคุณ เพราะมันใช้ในเหตุการณ์คล้ายๆ กันกล่าวคือ ใช้อธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและยังคงดำเนินอยู่หรือเพิ่งจบไปก็ได้ แต่จะแสดงภาพเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน เช่น

IT HAS BEEN RAINING ALL WEEK.

ฝนตกตลอดสัปดาห์ (เห็นภาพเลยว่าฝนตกทุกวันตลอดทั้งสัปดาห์เลย)

ตัวอย่างต่อไป มีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งมาโดยตลอดเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงแล้ว เพิ่งหยุดวิ่งไปแป๊บเดียว

ชายคนนั้นอาจบอกว่า I HAVE BEEN RUNNING.

คือเน้นให้เห็นภาพว่าฉันวิ่งมาโดยตลอดตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบันเพิ่งหยุดไป

การที่คุณต้องการเน้นกิริยาอาการที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดตั้งแต่ในอดีตและดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ต้องใช้ TENSE นี้หล่ะครับ ลองดูอีกตัวอย่าง

HAVE YOU BEEN WAITING LONG?

คุณรอฉันนานมั๊ย? (เน้นว่ารอมาโดยตลอด)

ไม่ทราบว่าตอนนี้ คุณเข้าใจทั้ง 4 TENSE ที่กล่าวไปแล้วมากเพียงใด ถ้าคุณสามารถแยกแยะถึงความแตกต่างของทั้ง 4 สถานการณ์ได้ว่าเมื่อไหร่จะใช้ TENSE ไหนได้อย่างถูกต้องแล้วนำไปใช้งานบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน รับรองครับว่าเรื่อง TENSE ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับคนไทยส่วนใหญ่จะกลายเป็นเรื่องหมูๆ สำหรับคุณแน่ๆ

รออ่านเรื่อง PAST TENSE กับ FUTURE TENSE ในตอนต่อไป เร็วๆ นี้ครับ

ตอนที่ 3. “อดีตกาล (PAST TENSE)”

ขอบคุณที่ติดตามมาจนถึงตอนนี้นะครับ กลับมาตามคำเรียกร้อง(ของใครก็ไม่รู้?) โดยตอนนี้เราจะมาพูดถึง “อดีตกาล (Past Tense)” แต่ก่อนอื่น ผมอยากให้ท่านผู้อ่านทำใจไว้เสมอเลยว่า เมื่อใดที่เราพูดถึงเรื่องราวในอดีต เราจะต้องผันกิริยาเป็น Past Tense เสมอ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่รู้กฎนี้ แต่เวลาพูดจริงๆ มักจะลืมไป ทำให้การเล่าเรื่องในอดีตของคุณบางทีอาจจะมีกิริยาที่เป็น Present Tense หลุดออกมาบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับคอขาดบาดตายอะไรหรอกครับ หากพูดผิด (แล้วรู้ตัว) ก็พูดใหม่ซะก็สิ้นเรื่อง ธรรมชาติของมนุษย์เราจะไม่ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นร้อยๆ ครั้งหรอก แต่เราจะมีการแก้ไขตนเองให้ถูกต้องหรือดีขึ้นเรื่อยๆ เอง ดังนั้นพูดไปเถอะครับ พูดผิดให้เป็นบทเรียนดีกว่าไม่กล้าพูดซึ่งไม่ทำให้เกิดการเรียนรู้

หลักการของการพูด Past Tense ก็เช่นเดียวกันกับ Present Tense ที่กล่าวถึงในฉบับที่แล้ว คือสิ่งแรกควรนึกก่อนว่า ต้องการเสนอเนื้อความเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวที่เน้นการกระทำ ซึ่งทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวมีให้เลือกใช้ 2 Tense คือ Simple และ Perfect Tense เรามาดูภาพนิ่งกันก่อนแล้วกันครับ

1) SIMPLE PAST TENSE (ประธาน + กิริยาช่อง 2)

Tense นี้ง่ายสุดและเจอบ่อยที่สุดในบรรดา Tense ที่เป็นอดีตกาล ผมคิดว่าท่านผู้อ่านน่าจะใช้เป็นอยู่แล้ว เพียงแค่เปลี่ยนกิริยาเป็นช่อง 2 ก็ใช้ได้แล้ว ซึ่งจะแสดงถึงเหตุการณ์ในอดีตที่จบไปแล้ว (ไม่มีการเชื่อมต่อมาถึงปัจจุบัน จำได้ไหมครับว่าถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในอดีตก็จริงแต่ยังดำเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เราต้องใช้ Present Perfect Tense นั่นเอง หากจำไม่ได้ให้ย้อนกลับไปอ่านตอนที่แล้ว) ซึ่งมักจะมีคำที่แสดงเวลาในอดีต อาทิเช่น yesterday, last night, 2 days ago เป็นต้น

ตัวอย่างแรก: Peter broke a window last night. ปีเตอร์ทำกระจกแตกเมื่อคืนนี้

ตัวอย่างที่ 2: I spent all my childhood in Scotland. ฉันใช้ชีวิตในวัยเด็กที่สก็อตแลนด์ (ปัจจุบันคนพูดอาศัยอยู่ในเมืองไทย เพียงแต่เคยอยู่ที่สก็อตแลนด์ตอนเป็นเด็ก)

ตัวอย่างที่ 3: Regularly every summer, Janet fell in love. โดยปกติแจเน็ต (เขียวหรือเปล่า? ไม่ทราบ) ตกหลุมรักทุกๆ หน้าร้อน (ซึ่งอาจจะตกหลุมรักเป็นประจำทุกหน้าร้อนในอดีต 2-3 ปีก่อนแต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว) ตัวอย่างนี้ แสดงให้เห็นว่าคุณสามารถใช้ Simple Past Tense ในการอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำในอดีตก็ได้ครับ

2) PAST PERFECT TENSE (ประธาน + HAD + กิริยาช่อง 3)

ใครที่ใช้ Tense นี้ในชีวิตประจำวันของคุณได้อย่างถูกต้อง ขอคารวะครับ เพราะคุณจะเป็นคนไทยส่วนน้อยที่ใช้ Tense นี้เป็น ส่วนคนที่ไม่รู้จัก Tense นี้เลยหรือใช้ไม่เป็น ก็ไม่ต้องกังวลนะครับ คุณคือคนไทยส่วนใหญ่ ถ้าเกิดคุณทำความเข้าใจในวันนี้และนำเอาไปใช้ มันจะทำให้ความสามารถทางภาษาอังกฤษของคุณก้าวขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น ทำไมผมถึงยกย่องผู้ที่ใช้ Tense นี้เป็นหรือครับ? คำตอบคือคนนั้นจะต้องมีความคิดเป็นลำดับขั้นตอนพอสมควร และเข้าใจในอดีตกาลเป็นอย่างดี แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ยากเกินไปหรอกครับที่คุณผู้อ่านจะนำไปใช้ ผมจะพยายามอธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายที่สุด

ผมอยากเปรียบเทียบ Past Perfect Tense นี้กับ Present Perfect Tense ที่กล่าวไปในตอนที่แล้ว คือ ขนาด Present Perfect Tense ซึ่งมีคำว่า “PRESENT” แสดงถึง “ปัจจุบัน” แต่มันยังถูกใช้ในการอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต (แล้วดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน) เลย คราวนี้มากล่าวถึง Past Perfect Tense ดูบ้าง มันจะถูกใช้อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในอดีตของอดีต (Second Past) แล้วดำเนินมาในอดีตซึ่งจบไปแล้ว เป็นไงครับ งงละสิ?!? (ผมเขียนเองยังงงเลย) นั่นคือสาเหตุที่เราไม่ได้ท่องถึงความหมายของ Past Perfect Tense (เพราะท่องไปก็งง) เรามาดูตัวอย่างพร้อมคำอธิบายกันดีกว่าแล้วคุณจะเข้าใจแน่นอน

ตัวอย่างที่ 1: ลองจินตนาการตามนี้นะครับ ผมกำลังจะเล่าเรื่องนึงในอดีตของผมให้คุณฟัง คือว่าเมื่อหลายวันก่อน ผมไปงานเลี้ยงรุ่นมา ได้ไปเจอเพื่อนอยู่คนนึงซึ่งตอนที่เจอคนนั้นผมก็นึกขึ้นได้ว่าหน้าตามันคุ้นมากเลยเหมือนเราเคยเจอกันมาก่อน ผมจึงพูดว่า “I realized that we had met before.”

เรามาวิเคราะห์ Tense ที่ใช้กันนะครับ ก่อนอื่นเลยผมต้องใช้ Past Tense เพื่อเล่าเรื่องในอดีตที่ผมไปงานเลี้ยงรุ่นมา จนกระทั่งไปเจอเพื่อนคนนึงซึ่งตอนนั้นผมนึกขึ้นได้ว่า (หยุดคิดตามก่อน ทั้งหมดที่ผมเล่าไป ต้องใช้ Past Tense ตลอดนะครับ) เราเคยเจอกันมาก่อน (หมายความว่าเราเคยเจอกันมาก่อนที่ผมจะนึกขึ้นได้ ซึ่งตอนที่นึกขึ้นได้ก็เป็นอดีตอยู่แล้ว ดังนั้นประโยคที่ว่า “เราเคยเจอกันมาก่อน” นี่แหละครับที่เป็นเรื่องของอดีตของอดีต จึงต้องใช้ Past Perfect Tense ไงครับ

ตัวอย่างที่ 2: ผมจะเล่าเรื่องเมื่อวานนี้ให้ฟัง “I got to the party late yesterday. When I arrived, Lucy had already gone home.” เมื่อวานผมไปงานเลี้ยงสาย เมื่อผมไปถึงงาน ปรากฏว่าลูซี่กลับบ้านไปแล้ว สังเกตดูให้ดีนะครับ เมื่อผมไปถึงงานซึ่งเป็นเหตุการณ์ในอดีต (เมื่อวาน) อยู่แล้ว ลูซี่ดันกลับบ้านไปตั้งแต่ก่อนที่ผมจะไปถึงงาน นั่นหมายถึงลูซี่กลับบ้านไปตั้งแต่อดีตของอดีตไงครับ จึงต้องใช้ Past Perfect Tense นั่นเอง

ถ้าสังเกตทั้ง 2 ตัวอย่างจะพบว่า จะต้องมีการเล่าถึงเรื่องในอดีตซึ่งใช้ Past Tense ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องอดีตของอดีตอีกทีซึ่งใช้ Past Perfect Tense เสมอ ดังนั้น 2 Tense นี้เปรียบเสมือนปาท่องโก๋ (แค่คิดก็น่ากินแล้วครับ) คือใช้ร่วมกันเสมอ อยู่ดีๆ เราจะมากล่าวถึงเรื่องอดีตของอดีต (Past Perfect Tense) เลยไม่ได้ครับ เพราะไม่มีใครคิดตามคุณทัน ต้องอ้างถึงอดีตก่อนเสมอ

2 Tense แรกที่กล่าวไปแล้วเป็นภาพนิ่ง คือไม่ได้เน้นการกระทำ ถ้าอยากจะเน้นการกระทำให้ใช้กิริยาเติม ING ช่วยอธิบาย (ซึ่งจะมีคำว่า Continuous Tense อยู่ด้วย) ดังจะกล่าวต่อไปนี้

3) PAST (SIMPLE) CONTINUOUS TENSE (ประธาน + WAS/WERE + กิริยาเติม ING)

สำหรับ Tense นี้เราใช้อธิบายเหมือน Simple Past Tense เลยครับ คือ อธิบายเหตุการณ์ในอดีตที่จบไปแล้วเพียงแต่สื่อเป็นภาพเคลื่อนไหว (เน้นการกระทำ) โดยใช้กิริยาเติม ING เข้าช่วยนั่นเอง ที่สำคัญอีกอย่างคือการใช้ Tense นี้มักจะต้องระบุเวลาของเหตุการณ์ที่แน่นอนครับ ทำไมเหรอครับ? ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างนี้ ถ้าผมถามคุณว่า “What are you doing?” คุณตอบได้ใช่ไหมครับเช่น “I’m reading.” แต่ถ้าผมถามว่า “What were you doing?” คุณจะงงทันทีเพราะไม่รู้ว่าผมถามถึงตอนไหนในอดีต ถ้าจะตอบได้ต้องระบุเวลาแน่นอน เช่น “What were you doing at 8 o’clock yesterday evening?” คุณทำอะไรตอน 2 ทุ่มเมื่อวานนี้?

4) PAST PERFECT CONTINUOUS TENSE (ประธาน + HAD + BEEN + กิริยาเติม ING)

การใช้ Tense นี้เหมือนกับ Past Perfect เลยครับ เพียงแต่เน้นการกระทำโดยใช้กิริยาเติม ING เพื่อแสดงว่ากระทำเรื่อยมาตั้งแต่อดีตของอดีตและจบไปแล้ว ดังเช่น When I found Mary, she had been crying for several hours. เมื่อฉันไปเจอแมรี่ (ซึ่งกำลังเล่าเรื่องในอดีตอยู่จึงใช้ Past Tense) เธอกำลังร้องไห้มาโดยตลอดเป็นเวลาหลายชั่วโมงแล้ว (ตั้งแต่ก่อนที่ฉันจะไปเจอซึ่งเป็นอดีตอยู่แล้ว ดังนั้นแมรี่ร้องไห้ตั้งแต่อดีตของอดีตนั่นเอง) การใช้ Tense นี้จะเน้นการกะทำว่าเป็นมาโดยตลอดนั่นเองครับ

พอจะเข้าใจเรื่องอดีตกาลทั้งหมดแล้วหรือยังครับ? อย่าลืมนำไปใช้ในชีวิตประจำวันบ่อยๆ แล้วคุณจะใช้ Tense ต่างๆ ได้คล่องและถูกต้องตลอดไป แล้วเจอกันตอนหน้า(FUTURE TENSE) ครับ

อยากอ่านต่อเร็วๆ ไม่ยากเลยครับ ช่วย comment เยอะๆ แล้วเดี๋ยวผมก็จะใจอ่อนมาลงให้เหมือนเคยแหละครับ ส่วนใครจะเอาไปใช้หรือสอนต่อ ผมยินดีอย่างยิ่งเลยครับ นี่แหละคือจุดประสงค์ที่ผมสร้าง blog นี้ขึ้นมาเลย ยิ่งรู้ว่าความรู้ต่างๆ มีประโยชน์ต่อผู้เข้ามาเยี่ยมชม จะดีใจมากและจะพยายามสรรหาสิ่งดีๆ มาเล่าให้อ่านกันต่อนะครับ ขอบคุณครับ

การใช้ TENSE ในภาษาอังกฤษ ไม่ยากอย่างที่คิด

ตอนที่ 4. “อนาคตกาล (FUTURE TENSE)”

เป็นไงกันบ้างครับ ผ่านไปแล้ว 8 TENSE ได้เอาไปใช้กันบ้างหรือเปล่า? อย่าอ่านเพื่อรู้อย่างเดียวนะครับ ต้องนำไปใช้ให้บ่อยที่สุดด้วย จึงจะกลายเป็นเรื่องง่ายไปเลย ดังนั้นทุกครั้งที่คุณพูดหรือเขียนให้คิดด้วยว่าควรใช้ TENSE อะไรดี ใช้บ่อยๆ ก็จะคล่องไปเองแหละครับ

เราจะมาว่าเรื่อง TENSE กันต่อแต่เป็นอนาคตกาลบ้าง กระบวนการคิดเรื่อง TENSE ยังเหมือนเดิมคือ อันดับแรก เราคิดที่จะสื่อออกมาเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว มาดูภาพนิ่งกันก่อนนะครับ

1. SIMPLE FUTURE TENSE (ประธาน + WILL/BE GOING TO + กิริยาช่อง 1)

ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ใช้ TENSE นี้เป็นกันอยู่แล้วในการพูดถึงเรื่องอนาคต ซึ่งเราจะเคยเห็นทั้งการใช้ WILL และ TO BE GOING TO แล้วคุณทราบหรือไม่ว่ามันแตกต่างกันอย่างไร?

คำตอบคือ เราจะใช้ WILL ในกรณีพูดถึงเรื่องอนาคตทั่วๆ ไปซึ่งอาจจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นในอนาคตก็ได้ ไม่มีใครทราบ เช่น

Who do you think will win on Saturday? คุณคิดว่าใครจะชนะในวันเสาร์นี้?;

Tomorrow will be warm with some cloud. วันพรุ่งนี้จะอบอุ่นและมีเมฆบ้าง (พยากรณ์อากาศ);

One day I will be rich. สักวันฉันจะรวย

ส่วน TO BE GOING TO เราจะใช้ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นมีการวางแผนไว้แล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้นแน่ๆ เนื่องจากมีบางสิ่งบางอย่างแสดงว่ามันจะเป็นอย่างนั้น กล่าวคือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในอนาคตมากกว่าการใช้ WILL นั่นเอง เช่น

I’m going to get a new car. ฉันกำลังจะได้รถคันใหม่ (เบื้องหลังคือฉันไปวางเงินดาวน์ไว้เรียบร้อยแล้ว ได้ถอยออกมาแน่ๆ);

It’s going to rain. ฝนกำลังจะตก (ฟ้ามืดมาแล้ว ตกแน่ๆ)

2. FUTURE PERFECT TENSE (ประธาน + WILL HAVE + กิริยาช่อง 3)

TENSE นี้ใช้ในกรณีที่บางสิ่งบางอย่างจะครบกำหนดหรือสิ้นสุดในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น

I’ll have been here for 7 years next Friday. ฉันจะอยู่ที่นี่มาครบ 7 ปีในวันศุกร์หน้า (ตอนนี้ยังไม่ครบครับ);

The painters say they’ll have finished the downstairs rooms by Tuesday. ช่างทาสีบอกว่าจะทาสีห้องชั้นล่างเสร็จภายในวันอังคารนี้ (ตอนนี้ยังไม่เสร็จครับ)

บอกตามตรง TENSE นี้คุณอาจจะไม่ค่อยได้เห็นในชีวิตประจำวันเท่าใดนัก เพราะไม่ค่อยเป็นที่นิยมใช้แล้ว เค้าอนุโลมให้คุณใช้ Simple Future Tense ในการอธิบายเหตุการณ์ดังกล่าวได้เช่นกัน ดังนี้

I’ll be here for 7 years next Friday. หรือ The painters say they’ll finish the downstairs rooms by Tuesday. ใช้อย่างนี้ก็ไม่ผิดครับ

3. FUTURE CONTINUOUS TENSE (ประธาน + WILL BE + กิริยาเติม ING)

TENSE นี้ใช้อธิบายเหตุการณ์ในอนาคตซึ่งเน้นการกระทำให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน(ภาพเคลื่อนไหว) พร้อมทั้งต้องระบุเวลาของเหตุการณ์ให้แน่นอนด้วยครับ เช่น

This time tomorrow, I’ll be lying on a beach in Tunisia. ในวันพรุ่งนี้ เวลาเดียวกันนี้ ฉันจะไปนอนอยู่บนชายหาดในตูนิเซีย (เห็นภาพอย่างชัดเจนใช่มั้ยครับ)

4. FUTURE PERFECT CONTINUOUS TENSE (ประธาน + WILL HAVE BEEN + กิริยาเติม ING)

แน่นอนครับ TENSE นี้เหมือนกันกับ FUTURE PERFECT TENSE เพียงแต่เน้นการกระทำให้ชัดเจนโดยใช้กิริยาเติม ING เช่น

I’ll have been teaching for twenty years this summer. ฉันจะสอนครบ 20 ปีในหน้าร้อนนี้ (ตอนนี้ยังไม่ครบและต้องการเน้นว่าสอนมาโดยตลอด 20 ปี)

เช่นเดียวกัน TENSE นี้ก็ไม่ค่อยนิยมใช้แล้ว ถ้าคุณอยากให้เห็นภาพ คุณสามารถใช้ FUTURE CONTINUOUS TENSE ในการอธิบายแทนได้ครับ เช่น

I’ll be teaching for twenty years this summer. ก็ไม่ผิดครับ

ตอนนี้คุณก็ได้รู้ถึงสถานการณ์ทั้ง 12 สถานการณ์ซึ่งใช้ TENSE ที่แตกต่างกันออกไป (นิยมใช้จริงๆ มีอยู่ด้วยกันรวม 10 TENSE) คุณต้องพยายามนำทั้งหมดไปใช้ในชีวิตประจำวันให้บ่อยที่สุด เช่นเขียน e-mail, เขียนรายงานการประชุม, พูดคุยกับฝรั่ง ฯลฯ ซึ่งถ้าคุณหัดใช้ TENSE ต่างๆ ได้อย่างคล่องและถูกต้องในชีวิตประจำวัน เรื่อง TENSE นี้ก็จะเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับคุณในที่สุด

สุดท้ายขอฝากไว้ว่า PRACTICE MAKES PERFECT. การฝึกฝน(ทำบ่อยๆ)จึงจะทำให้เราเก่ง ขอให้เรื่อง TENSE เป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณผู้อ่านทุกท่าน

จบหมดแล้วเรื่อง TENSE ทั้ง 12 TENSE แต่ผมยังมีทีเด็ดอีก 1 อย่าง คือผมสรุปทั้ง 12 TENSE อย่างง่ายๆ ไว้ในกระดาษ A4 แผ่นเดียว แต่เดี๋ยวผมต้องหาทาง scan เพื่อนำมา post ให้อีกทีครับ ใจเย็นๆ เร็วๆ นี้คงนำมาให้โหลดกัน ซึ่งดูแค่สรุป ถ้าคุณเข้าใจเรื่อง TENSE ตามที่ผมอธิบายมาทั้งหมด มันจะกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ไปเลยครับ

ที่มา http://krufiat.bloggang.com

ติดตาม อัพเดตข่าวสาร สังคมออนไลน์ชุมแพ คลิ้กที่นี่

สมาชิกที่เข้าชมล่าสุด

มาดูโลกหุ่นกันเถอะ ได้ทั้งขำ และความรู้  

1
Chart (Chart)
# โพสเมื่อ 26 พ.ค. 2555
® ตอบได้เฉพาะสมาชิก
ตอบ ตอบ 0 ถูกใจ ถูกใจ 0
อ่านจบแล้ว
Nenne (Bobo)
# โพสเมื่อ 4 มิ.ย. 2555
® ตอบได้เฉพาะสมาชิก
ตอบ ตอบ 0 ถูกใจ ถูกใจ 0
  เดี๋ยวนี้คนไทยเก่งช่างคิด
1

แสดงความคิดเห็น



แสดงความคิดเห็นเหรอ
ลงชื่อเข้าใช้หน่อยจ้า ด้วย Facebook ก็ได้ ง่ายๆเอง





Home