เขียนหัวข้อใหม่
 แสดงความคิดเห็น

แฉ!ผงชูรสแท้ พิษร้ายกว้าผงชูรสปลอม หลายเท่า!

| หัวข้อในหมวดเดียวกัน | ichumphae
Tommy
# โพสเมื่อ 26 ส.ค. 2553
® ตอบได้เฉพาะสมาชิก
เข้าชม 4119 (3 ต่อวัน) ตอบ 4 ถูกใจ ถูกใจ 0

แฉ!ผงชูรสแท้ พิษร้ายกว้าผงชูรสปลอม หลายเท่า!

พิษร้ายผงชูรส



พิษร้ายผงชูรส ทำลายสมอง ก่อมะเร็ง นายกสมาคมมังสวิรัติกรุงเทพ อดีตอาจารย์เคมียันผงชูรสมีแต่โทษ ทำลายสมอง ก่อมะเร็งยิ่งอาหารปิ้งย่าง อันตรายหนัก เรียกร้องผู้ประกอบการ ติดฉลากบอกข้อมูลครบถ้วน เลิกโกหก "วัตถุดิบธรรมชาติ" สารเคมีอื้อทั้ง โซดาไฟยูเรียในปัสสาวะ กรดกำมะถัน ระบุผงชูรสแท้พิษร้ายกว่า ผงชูรสปลอมหลายเท่า



ซุปไก่ก้อน-สแน็คใส่ไว้เพียบ นายพิชัย โตวิวิชญ์นายกสมาคมมังสวิรัติกรุงเทพ อดีตหัว หน้าภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยในงาน เสาวนา "ผงชูรส..ผู้บริโภคได้อะไร" ว่าผลงานทางวิชาการหลายประเทศทั่วโลกและในไทยชี้ชัดถึงผงชูรสไม่มีประโยชน์ใดๆ กับร่างกายและเป็นอันตรายด้วย โดยผงชูรสเป็นสารเคมี 100% และเป็นสารเคมีสังเคราะห์ไม่ใช่สารเคมีธรรมชาติ ในการผลิตผงชูรสใช้ขบวนการทางเคมีซึ่งมีทั้งขบวนการหมัก และใช้สารเคมีหลายตัว เช่น กรดกำมะถันหรือกรดซัลฟูริค กรดเกลือหรือ กรดไฮโดรคลอริกโดยเฉพาะยูเรียที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในปัสสาวะคน และสัตว์ และโซดาไฟ



การโฆษณาชวนเชื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจเป็นผลิตภัณฑ์ ธรรมชาติจึงถือเป็นการหลอกลวงประชาชน นอกจากนั้น ผงชูรสไม่มีประโยชน์ทางโภชนาการแม้เกี่ยว ข้องกับกรดอะมิโน "กรดกลูตามิค"แต่เป็นกรดอะมิโนที่ไม่มีความจำเป็น (นอนเอสเซนเชียล)จึงไม่มีคุณค่าทางอาหาร แถมโทษและพิษภัย เช่นพิษภัยแฝงจากเกลือโซเดียมที่มาจากโซดาไฟ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญเช่นเดียวกับเกลือแกงและมักมีการใส่ปริมาณมาก เพราะให้ความเค็มน้อยต่างจากเกลือแกงที่ใช้เพียงนิดเดียวก็ให้รสเค็มหากร่างกายรับเกลือโซเดียมมากจะลดภูมิต้านทานหรือภูมิคุ้มกันเกิดการคั่งในสมองเด็ก ซึ่งเมื่อโตขึ้นอาจเป็นปัญญาอ่อน อาจทำให้เด็กทารกชักโคม่า โดยไม่รู้สาเหตุ เป็นอันตรายต่อหญิงมีครรภ์ ทารกในครรภ์และผู้ป่วยโรคต่างๆ เช่น โรคไต ความดันสูง โรคหัวใจ และโรคอื่นๆที่แพทย์ห้ามกินของเค็ม สำหรับอันตรายโดยตรง คือ อาการแพ้ผงชูรส เช่น ชาและร้อนวูบวาบที่ปาก ลิ้น ใบหน้า โหนกแก้ม ต้นคอ หน้าอก บางคนมีผื่นแดงขึ้นตามตัว แน่นหน้าอก หัวใจเต้นช้าลง หายใจไม่สะดวก ซึ่งทั่วโลกรู้จักโรคแพ้ผงชูรสว่า "ไชนีสเรสทัวรองซินโดม" หรือ "โรคภัตตาคารจีน"เพราะภัตตาคารจีนมักใส่ผงชูรสจำนวนมาก



นายพิชัยกล่าวว่า พิษของผงชูรสอาจทำลายสมองส่วนหน้า(ไฮโปทาลามัส) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตและระบบสืบพันธุ์ของร่างกาย ทำลายระบบประสาทตา ทำลายกระดูกและไขกระดูกทำลายวิตามิน เกิดโรคมะเร็งได้โดยเฉพาะ ผงชูรสที่ผ่านความร้อนสูงๆ เช่นการปิ้ง ย่าง เผา ทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง เป็นมะเร็งในอวัยวะส่วนต่างๆ เช่นลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ตับ สมอง ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ร่างกายผิดปกติ เช่นปากแหว่ง หูแหว่ง จมูกวิ่น เพราะอาจไปเปลี่ยนแปลง โครโมโซมในร่างกาย



"ผู้บริโภคถูกมอมเมาว่าผงชูรสแท้ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติปราศจากพิษภัยและอันตราย" แต่ความจริง ไม่ว่าจะใช้มันสำปะหลัง อ้อยกากน้ำตาล แป้งสาลี ก็ได้ผงชูรสแท้ทั้งนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องบอกกับผู้บริโภคในฉลากสินค้าและการโฆษณาถึงส่วนประกอบและขบวนการต่างๆที่ใช้สารเคมีหลายตัว ทั้งยูเรีย โซดาไฟ กรดเกลือ กรดกำมะถัน เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลถูกต้องครบถ้วนก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ



เคยมีเด็กไทยอายุ 20 เดือนกินขนมครกโรยผงชูรสด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นน้ำตาลทำให้เด็ก ตายภายใน 2วัน" นายพิชัยกล่าว ในอดีตเคยเกิดกระแสข่าวอันตรายจากผงชูรสปลอมซึ่งผลิตจากบอแรกซ์ หรือโซเดียมเมตาฟอสเฟต ซึ่งมีเกร็ดคล้ายผงชูรสราคาถูกกว่าผงชูรสแท้ แต่ปัจจุบันผงชูรสราคาถูกมาก ซึ่งสาร 2 ตัวดังกล่าวกลับแพงกว่า ขณะนี้ผงชูรสปลอมจึงมักใช้เกลือ หรือน้ำตาลมาปลอมปนซึ่งอันตรายน้อยกว่าผงชูรสแท้ นายกสมาคมมังสวิรัติกรุงเทพย้ำว่าผงชูรสมีการเปลี่ยนแปลง รูปหลายแบบ เช่นซุปไก่ก้อนและผสมอยู่ในเครื่องปรุงรสเกือบทุกชนิด แม้แต่น้ำปลาบางยี่ห้อขนมขบเคี้ยวหลายยี่ห้อ



จาก Thai Post วันที่ 30 ตุลาคม 2543

ติดตาม อัพเดตข่าวสาร สังคมออนไลน์ชุมแพ คลิ้กที่นี่

สมาชิกที่เข้าชมล่าสุด

มาดูโลกหุ่นกันเถอะ ได้ทั้งขำ และความรู้  

1
Tommy ♠ เจ้าของหัวข้อ
# โพสเมื่อ 26 ส.ค. 2553
® ตอบได้เฉพาะสมาชิก
ตอบ ตอบ 0 ถูกใจ ถูกใจ 0
เจ๊อ้อนตื่นแต่เช้าเหมือนเคย ในทุกๆเช้าเธอต้องตื่นมาเตรียมข้าวของที่จะใช้ขายในตอนกลางวันเธอเลือกที่จะไปจ่ายตลาด ตอนเช้ามากกว่าที่จะซื้อตุนไว้ตั้งแต่ดึกเพราะคิดว่าของที่สดๆ น่าจะให้รสชาติที่ดีกว่า ทุกเที่ยงร้านส้มตำของเธอจะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนอาจด้วยทำเลที่ดีหรือเพราะฝีมืออันเลื่องชื่อก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ก็คือถ้าไปสายเกินกว่า 12.15 นาฬิกาแล้วละก็ เตรียมใจอดกินของอร่อยไปได้เลยวันนี้เจ๊อ้อนอารมณ์ดีเป็นพิเศษ คิดว่าหยิบหนังสือพิมพ์หน้าบ้านมาพลิกดูข่าวสารบ้านเมืองก่อนน่าจะดีกว่า "ชูรสมรณะ พบเด็กขวบกว่าถึงตาย"

เนื้อข่าวรายงานว่า มีเด็กอายุราว 20 เดือนต้องเสียชีวิตจากับประทานขนมครกที่โรยด้วยผงชูรส เนื่องจากคุณตา เข้าใจผิดคิดว่าเป็นน้ำตาล เจ๊อ้วนอ่านแล้วถึงกับอึ้งเล็กน้อยไม่รู้ว่าผงชูรสจะทำให้เกิดเหตุการณ์ รุนแรงได้ขนาดนี้ ใจหนึ่งก็ไม่ค่อยเชื่อนัก เพราะถ้ากินแล้วตายจริงๆป่านนี้ไม่มีคนตายกันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้วหรอกหรือ แต่ลึกๆแล้วเธอก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่าส้มตำและอาหารอีสานรสเด็ดของเธอนั้นจะกลายเป็นฆาตกรฆ่าใครเข้าบ้างหรือเปล่า

ผง ชูรสหรือโมโนโซเดียมกลูตาเมต (MSG)กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการปรุงอาหารคู่ครัวคนไทย มานานเท่าไรนั้นไม่มีใครรู้รู้แต่ว่าถ้ามื้อไหนไม่ได้ใส่ก็จะรู้สึกว่าอาหารไม่อร่อยเอาเสียเลยความเชื่อเหล่านี้ กลายเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกมาตลอดแม้แต่มือใหม่หัดทำอาหารที่กังวลว่า รสมือจะไม่เข้าท่าก็ยังถูกโฆษณาล้างสมองให้เข้าใจได้อีกว่า "ทำๆ ไปเถอะสุดท้ายผงชูรสจะช่วยให้อร่อยได้เอง" ! แม่ค้าแม่ขายเองก็เช่นกันถ้าวันไหนทำกับข้าวแล้วไม่ใส่ผงชูรส ก็กลัวว่าวันนั้นจะขายอาหารได้ไม่หมดบางรายกลัวว่าใส่แค่นิดหน่อยอาจจะไม่รู้รส ก็เลยใส่เหมาไปเลยทั้งถุงตัวอย่างง่ายๆ แค่ร้านส้มตำ กินครั้งหนึ่งๆ เราจำสั่งอาหารประมาณ 6-7 อย่างในนั้นมีอะไรบ้าง ส้มตำไทย 1 ครก ใส่ 2 ช้อน แต่ถ้าสั่งส้มตำปลาร้าในกระปุกปลาร้านั้นหมักด้วยผงชูรสอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นน้ำตกหมู ใส่ 1 ช้อนลาบ 1 ช้อน ตับหวาน 1 ช้อน แกงอ่อม 2 ช้อน ส่วนพวกหมูปิ้ง ไก่ย่างหรือจิ้มจุ่มนั้น ผ่านการหมักและ การผสมในน้ำแกงจิ้มจุ่ม มาเรียบร้อยแล้วสรุปว่าแค่อาหารเพียงมื้อเดียว ร่างกายเราต้องรับเอาผงชูรสเข้ามาไม่ต่ำกว่า10 ช้อนชา หรือ 20 กรัม นี่ยังไม่นับอาหารมื้ออื่นๆที่ต้องฝากท้องไว้กับร้านค้าหรืออาหารสำเร็จรูปอื่นๆ อีกสรุปว่าวันหนึ่งเรารับผงชูรสเกือบ 60 กรัม หรือ 1 ซองสำหรับ 2 วันและมาตรฐานของการรับประทานผงชูรสในระดับที่ปลอดภัย (คือร่างกายยังสามารถขับออกไปได้) คือ ไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อหนึ่งวันแต่เรากลับบริโภคกันเกินกว่านั้นถึง 20 เท่า!

ผงชูรสผลิตมาจากสาร เคมีล้วนๆ ถึงแม้ว่าผู้ผลิตจะอ้างว่าทำมาจากวัตถุดิบธรรมชาติซึ่งอาจจะเป็นอ้อย หรือ แป้งมันสำปะหลังแต่ในกระบวนการผลิตก็ต้องใช้สารเคมีหลายๆ ตัว อาทิ กรดกำมะถันกรดเกลือยูเรีย และโซดาไฟ เข้ามาทำปฏิกิริยาย่อยสลาย จากนั้นฟอกสีให้สารละลายกลายเป็นผลึกผงชูรส จึงแทบจะเรียกว่าไม่ได้คงเหลือความเป็นวัตถุดิบธรรมชาติเอาไว้เลย ผงชูรสทำให้เรารู้สึกว่าอาหารอร่อยขึ้นก็เพราะว่าผงชูรส ทำให้รูขนในลิ้น เปิดกว้างเต็มที่ทำให้เราสามารถรับรสได้มากขึ้น จึงทำให้เราเข้าใจไปว่าอาหารนั้นอร่อย

รอง ศาสตราจารย์ ดร.พิชัย โตวิวิชญ์กรรมการบริหารสมาคมพิทักษ์ประโยชน์ผู้บริโภค และ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผู้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผงชูรสมานานกว่า 20 ปี กล่าวว่า"ยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา มีการโฆษณาที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าผงชูรสผลิตมาจากวัตถุดิบธรรมชาติ แล้วเพิ่มการใช้โดยอ้างว่าใช้ได้กับอาหารทุกรูปแบบ ทั้งปิ้ง ย่าง หรือแม้กระทั่งในน้ำจิ้มทั้งที่ความจริงแล้ว ผงชูรสเป็นสารเคมีที่ต้องใช้ ด้วยความระมัดระวังไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดอันตรายขึ้นได้" "ก่อนหน้านี้คนไทยเราใช้ผงชูรสกันน้อยมาก ใช้ครั้งหนึ่ง ก็แค่เกล็ด ๆ เพราะเมื่อ 30 - 40 ปีก่อนเรายังผลิตเองไม่ได้เวลาที่ซื้อผงชูรสมา จะมีแถมช้อนเล็กๆ มาด้วย เพื่อให้ตักใส่ในน้ำแกงเท่านั้น แต่เนื่องจากว่าราคามันแพงก็เลยมีการปลอมแปลงผงชูรสกันมาก แต่ปัจจุบันนี้ ราคาผงชูรส ถูกลงมากเพราะเราผลิตได้เองมีให้เลือกหลายยี่ห้อคนก็เลยใช้กันมากขึ้นใช้ทีเป็นตะหลิวๆ" จากการวิจัยของ รศ.ดร.พิชัยพบว่าอันตรายของผงชูรสมาจากส่วนประกอบ 2 ชนิดหลัก คือโซเดียมและตัวผงชูรสแท้ แม้ว่าผงชูรสจะม ีโซเดียม (ที่ได้มาจากโซดาไฟ)น้อยกว่าเกลือแกง 2.5 เท่า แต่สิ่งที่ทำให้มันอันตรายมากกว่าก็คือการที่ผงชูรสไม่มีรสเค็มเพราะฉะนั้นต่อให้เรากินเข้าไปมากเท่าไรก็ไม่รู้สึกนี่จึงเป็นภัยแฝงที่ไม่มีใครมองเห็น โซเดียมในผงชูรส มีผลต่อร่างกาย โดยตรงตั้งแต่การทำให้ภูมิต้านทานลดลงเกิดน้ำในสมองเด็ก จนกลายเป็นเด็กปัญญาอ่อนทำให้ทารกชักได้ ร่างกายหญิง มีครรภ์บวมรวมทั้งเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยที่แพทย์ห้ามรับประทานอาหารรสเค็ม อาทิ โรคไตความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจด้วย อันตรายจากตัวผงชูรสแท้ยังทำให้เกิดอาการต่างๆ ได้อีกมากมาย แต่ที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือกลุ่มอาการแพ้ผงชูรส หรือเรียกอีกอย่างว่า "โรคภัตตาคารจีน" (Chinese Restaurant Syndrome)



เนื่อง จากว่า ร้านอาหารจีนในต่างประเทศจะมีการใส่ผงชูรสเป็นจำนวนมากและทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เกิดอาการแพ้ ซึ่งอาจจะเริ่มตั้งแต่ รู้สึกชาร้อนวูบวาบที่ปาก ลิ้น ใบหน้า โหนกแก้ม ต้นคอ หน้าอกบางคนมีผื่นแดงเกิดขึ้นตามตัว แน่นหน้าอก หัวใจเต้นช้าลง หายใจไม่สะดวกนอกจากนี้ ผงชูรสก็ยังทำลายสมองส่วนหน้า หรือไฮโปทาลามัส ซึ่งควบคุมการเจริญเติบโตรวมทั้งการสืบพันธุ์ของร่างกายทำลายระบบประสาทส่วนกลางทำให้เป็นโรคประสาท ทำลายระบบ ประสาทตาทำให้ตาเสียหรือตาบอด ทำลายกระดูกและไขกระดูกจนอาจเกิดโรคโลหิตจางเปลี่ยนแปลงโครโมโซมในร่างกายซึ่งอาจทำให้ทารกในครรภ์เสียชีวิตหรือคลอดแล้วพิการ เช่นมีสมองอยู่นอกกะโหลกศีรษะ ใบหน้าผิดปกติ ปากแหว่ง ไม่มีตา แขนขาผิดปกติและที่สำคัญที่สุดก็คือ เป็นสารก่
sugarman
# โพสเมื่อ 27 ส.ค. 2553
® ตอบได้เฉพาะสมาชิก
ตอบ ตอบ 0 ถูกใจ ถูกใจ 0
ผลวิจัยของหลายสถาบันขัดแย้งกันตลอด....สิ่งหนึ่งที่ควรระวัง...ใส่หลายแซบหลาย
SS
# โพสเมื่อ 28 ธ.ค. 2553
® ตอบได้เฉพาะสมาชิก
ตอบ ตอบ 0 ถูกใจ ถูกใจ 0
ม่ายมีผลวิจัยอารายที่แน่นอน กับเรื่องผงชูรสว่าทานเข้าไปแล้วมีผลกระทบต่อร่างกาย มีเพียงแต่เรื่องเล่าจากปากต่อปาก คนเขียนข่าวก้อม่ายมีใครรู้จริง มาเต็ม อัคติ ล้วนๆ
1

แสดงความคิดเห็น



แสดงความคิดเห็นเหรอ
ลงชื่อเข้าใช้หน่อยจ้า ด้วย Facebook ก็ได้ ง่ายๆเอง





Home